บุญบั้งไฟ ตำนานขอฝนพญาแถน
บุญเดือนหก ราวพฤษภาคม ก่อนลงนาวันงาน แต่ละหมู่บ้านและจังหวัดกำหนดเอง
ปลายหน้าแล้ง ท้องฟ้าอีสานมีควันขาวพุ่งขึ้นเป็นเส้นยาวจากหลายหมู่บ้านพร้อมกัน ทุกเส้นคือจดหมายถึงผู้ที่อยู่บนฟ้า เตือนว่าถึงเวลาส่งฝนลงมาแล้ว
บุญเดือนหก ราวพฤษภาคม ก่อนลงนาวันงาน แต่ละหมู่บ้านและจังหวัดกำหนดเอง
ปลายหน้าแล้ง ท้องฟ้าอีสานมีควันขาวพุ่งขึ้นเป็นเส้นยาวจากหลายหมู่บ้านพร้อมกัน ทุกเส้นคือจดหมายถึงผู้ที่อยู่บนฟ้า เตือนว่าถึงเวลาส่งฝนลงมาแล้ว
ตำนานอีสานเล่าว่าครั้งหนึ่งพญาแถนผู้เป็นใหญ่บนฟ้าไม่ส่งฝนลงมาหลายปี แผ่นดินแห้งจนคนและสัตว์ล้มตายพญาคันคากหรือพญาคางคก ผู้มีบุญญาธิการ จึงรวบรวมสัตว์ทั้งหลายยกทัพขึ้นไปรบกับพญาแถน
ปลวกก่อจอมขึ้นเป็นทางขึ้นฟ้า มอดกัดด้ามอาวุธของทัพฟ้า ต่อแตนออกต่อย จนพญาแถนยอมแพ้ และสัญญาว่าจะส่งฝนลงมาทุกปี พญาคันคากขอไว้อีกข้อว่า ถ้าพญาแถนลืม มนุษย์จะจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือน และเมื่อได้ยินเสียงกบเขียดร้องเมื่อไร ให้รู้ว่าฝนลงมาถึงแล้ว
บุญบั้งไฟจึงเป็นทั้งการบูชาและการเตือนความจำ จุดในเดือนหก ช่วงที่ชาวนาเตรียมลงนาและรอฝนแรกของปี
ขบวนแห่บั้งไฟเอ้ บั้งไฟที่ตกแต่งเป็นรูปพญานาคและลวดลายสีสด ไม่ได้มีไว้จุด แต่ไว้แห่อวดความงาม แต่ละคุ้มแต่ละหมู่บ้านแข่งกันทำ
เซิ้งบั้งไฟ การร้องรำตามขบวน เนื้อร้องกาพย์เซิ้งหลายบทเป็นคำพูดทะลึ่งตึงตังตามธรรมเนียม คนอีสานถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เปิดให้หัวเราะได้เต็มที่ปีละครั้ง
การจุดแข่ง แต่ละทีมนำบั้งไฟขึ้นฐานจุด วัดกันที่ความสูงและเวลาที่ลอยอยู่บนฟ้า ทีมที่บั้งไฟไม่ขึ้นหรือแตกคาฐานจะถูกโยนลงบ่อโคลน เป็นธรรมเนียมหัวเราะกันแบบเป็นมิตร
ข้อแรก อยู่หลังแนวกั้นที่ผู้จัดกำหนดเสมอ บั้งไฟบางลูกเปลี่ยนทิศกลางอากาศหรือตกลงมาได้ และฐานจุดเป็นจุดที่อันตรายที่สุด
ข้อสอง ถ้าได้ยินเสียงเตือนหรือเห็นบั้งไฟตกผิดทาง ให้ถอยห่างทันที อย่าวิ่งเข้าไปดูใกล้ ๆ
ข้อสาม บั้งไฟเป็นวัตถุระเบิดตามกฎหมาย การทำและจุดต้องได้รับอนุญาตจากทางการ คนที่ไปดูจึงควรดูในงานที่จัดอย่างเป็นทางการ ไม่ควรลองทำหรือจุดเอง
ข้อสี่ หน้านี้อากาศร้อนและแดดจัด เตรียมหมวกและน้ำดื่ม และถ้าไม่อยากเปื้อนโคลน ให้ยืนห่างบ่อโคลนไว้หน่อย
ไม่มีวันตายตัว เป็นบุญเดือนหกตามฮีตสิบสองของอีสาน ช่วงปลายหน้าแล้งก่อนลงนา แต่ละหมู่บ้านและจังหวัดกำหนดวันเอง ส่วนใหญ่อยู่ในเดือนพฤษภาคม และมักจัดวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ดูประกาศของพื้นที่ที่จะไปในปีนั้น
ตามตำนาน เพื่อเตือนพญาแถนผู้เป็นใหญ่บนฟ้าให้ส่งฝนลงมาตามสัญญา ความหมายในทางปฏิบัติคือการขอฝนก่อนเริ่มทำนา และเป็นงานรวมคนทั้งหมู่บ้านหลังว่างจากงานไร่นาในหน้าแล้ง
คือบั้งไฟที่ตกแต่งสวยงามสำหรับขบวนแห่ ไม่ได้มีไว้จุด นิยมทำเป็นรูปพญานาคหรือลวดลายไทย ขบวนแห่บั้งไฟเอ้พร้อมการเซิ้งเป็นอีกส่วนที่คนมาชมกันมาก
เป็นธรรมเนียมสนุกของงาน ทีมไหนจุดบั้งไฟแล้วไม่ขึ้นหรือแตกคาฐาน จะถูกเพื่อน ๆ จับโยนลงบ่อโคลน ไม่ได้เป็นการลงโทษจริงจัง แต่เป็นการหัวเราะเยาะกันอย่างเป็นมิตร และโคลนก็ผูกกับความหมายเรื่องดินที่รอน้ำฝน