เหตุการณ์

หญ้าที่พระใช้พรมน้ำมนต์ มีที่มาสองทาง

กำหญ้าที่พระจุ่มลงในขันแล้วสะบัดใส่เรา ไม่ได้ถูกเลือกเพราะหาง่าย หญ้าชนิดนี้มีเรื่องของตัวเองอยู่สองเรื่อง และมาจากคนละศาสนา

ของที่พระถือจุ่มน้ำมนต์เรียกว่ากำคา ทำจากหญ้าคาที่แก่จัด วิธีทำคือตัดก้านเหนือโคนใบขึ้นมาเล็กน้อย รูดใบเขียวสองข้างออกให้เหลือแต่แกนก้านที่ค่อนข้างแข็ง แล้วผึ่งแดดให้คายน้ำจนแห้ง เอามามัดรวมกันเป็นกำ ที่ต้องเอาใบออกเพราะใบจะอมน้ำ ส่วนแกนก้านสะบัดแล้วน้ำกระจายเป็นฝอยได้ดีกว่า

เรื่องที่หนึ่งอยู่ในพุทธประวัติ ในวันที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้ มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อโสตถิยะถวายหญ้าให้แปดกำ ภาษาบาลีเรียกหญ้ากุสะ ซึ่งไทยเรียกว่าหญ้าคา พระองค์เอาหญ้านั้นปูเป็นที่ประทับใต้ต้นโพธิ์ แล้วนั่งลงบนนั้นจนถึงรุ่งเช้า ที่นั่งของการตรัสรู้จึงเป็นหญ้าคา ไม่ใช่บัลลังก์ทองอย่างที่รูปมักวาดกัน

เรื่องที่สองมาจากคติพราหมณ์และเราเล่าไว้แล้วในเรื่องครุฑกับนาค ตอนที่ครุฑเอาหม้อน้ำอมฤตไปวางไว้บนกอหญ้าคา แล้วพระอินทร์เอาหม้อกลับไประหว่างที่นาคไปชำระตัว นาคกลับมาเจอแต่ใบหญ้าที่มีน้ำอมฤตค้างอยู่ จึงรุมกันเลียจนลิ้นขาดเป็นสองแฉก หญ้าคาที่เคยรองหม้อน้ำอมฤตจึงถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์มาแต่นั้น

สองเรื่องนี้มาจากคนละศาสนาและคนละเหตุการณ์ แต่ลงเอยที่หญ้าชนิดเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เห็นซ้ำ ๆ ในวัฒนธรรมไทย คือของชิ้นเดียวถูกสองคติเลือกด้วยเหตุผลของตัวเอง แล้วคนรุ่นหลังใช้ต่อโดยไม่ต้องเลือกว่าจะเชื่อเรื่องไหน

ส่วนน้ำในขันนั้น เรียกว่าน้ำพระพุทธมนต์ คือน้ำที่พระสวดมนต์กำกับไว้ ในพิธีจะเห็นเทียนเล่มหนึ่งปักอยู่ที่ขอบขัน เรียกเทียนน้ำมนต์ พระจะหยดขี้ผึ้งลงในน้ำระหว่างสวด แล้วดับเทียนลงในน้ำเมื่อสวดจบ พอถึงตอนประพรม พระจึงจุ่มกำคาลงในขันนั้นแล้วสะบัด

ใครเป็นใครในเรื่องนี้

คำที่โผล่ในเรื่องนี้

กำคา
กำหญ้าคาที่รูดใบออกแล้ว ใช้จุ่มน้ำมนต์แล้วสะบัดประพรม
หญ้ากุสะ
ชื่อบาลีของหญ้าคา หญ้าที่โสตถิยพราหมณ์ถวายให้ปูเป็นที่ประทับ
โสตถิยพราหมณ์
ผู้ถวายหญ้าแปดกำในวันก่อนตรัสรู้
น้ำพระพุทธมนต์
น้ำที่พระสวดมนต์กำกับไว้ในพิธี เรียกสั้น ๆ ว่าน้ำมนต์
เทียนน้ำมนต์
เทียนที่ปักไว้ที่ขอบขัน หยดขี้ผึ้งลงในน้ำระหว่างสวดแล้วดับลงในน้ำเมื่อจบ

แล้วเรื่องนี้อยู่ตรงไหนในชีวิตจริง

ครั้งหน้าที่โดนน้ำมนต์สะบัดใส่ ลองดูของในมือพระสักครู่ กำหญ้านั้นเชื่อมสองเรื่องเข้าด้วยกัน คือที่นั่งในคืนตรัสรู้ กับกอหญ้าที่เคยรองหม้อน้ำอมฤต ของธรรมดาที่สุดในทุ่งนา กลับเป็นของที่ทั้งสองคติเลือกเหมือนกัน

เรื่องที่มีองค์เดียวกัน

จีวรเย็บจากผ้าหลายชิ้น ลายเดียวกับคันนาลองมองจีวรใกล้ ๆ จะเห็นว่ามันไม่ใช่ผ้าผืนเดียว แต่เป็นผ้าชิ้นเล็กเย็บต่อกันเป็นช่อง ๆ และลายนั้นมีที่มาทำไมวัดไทยถึงมีหมาเยอะเดินเข้าวัดไหนก็เจอหมานอนอยู่ใต้ศาลาสักสองสามตัว เกือบทั้งหมดไม่ได้เกิดที่นั่นคนขายดอกไม้ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อดอกมะลิกำเดียวดอกไม้ของเขาเป็นของพระราชาทุกเช้า จนวันหนึ่งเขาเลือกให้คนอื่นแทน โดยรู้ว่าอาจถูกประหารพระโมคคัลลานะกับแม่ที่หิวจนกินอะไรไม่ได้อัครสาวกผู้มีฤทธิ์มากที่สุดส่งข้าวให้แม่ด้วยมือตัวเอง แต่ข้าวกลายเป็นไฟก่อนถึงปากคาถาสั้น ๆ บทเดียวที่ได้อัครสาวกมาสองรูปเพื่อนสองคนสัญญากันว่าใครเจอทางพ้นทุกข์ก่อนต้องบอกอีกคน แล้ววันหนึ่งคำตอบก็มาในประโยคเดียวเจ็ดวันสุดท้าย ที่อัครสาวกกลับบ้านไปหาแม่ท่านสอนคนมาทั้งชีวิต แต่คนที่ยังไม่เคยฟังเลยคือแม่ของท่านเอง

อ่านต่อ

ที่มา: สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (น้ำมนต์) · ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม (การใช้หญ้าคาประพรมน้ำมนต์) · ไซเบอร์วนาราม (ทำไมนิยมใช้หญ้าคารดน้ำมนต์)

เนื้อหาในหน้านี้เป็นความเชื่อและวัฒนธรรมไทย ไม่ใช่คำพยากรณ์ และไม่ได้ผูกกับผลรางวัลหรือการเสี่ยงโชคใด ๆ